หลังจากที่เมื่อคืนได้อดตาหลับขับตานอนตามไปดูงานเปิดตัว iPhone OS 4.0 เมื่อคืนวานนี้ วันนี้ผมก็ขอทำสรุปออกมาให้กับเพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับผม
คำเตือน: โพสนี้ค่อนข้างยาวนิดนึง ไม่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบเสียเวลาทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เป็นเวลานานๆ นะครับผม

โดยที่งาน iPhone OS 4 Event นี้ก็ได้จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของ Apple เองที่เมือง Cupertino สหรัฐอเมริกา โดยที่มิสเตอร์ Steve Jobs เป็นคนเปิดงานนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อเดินขึ้นมาเปิดงานแล้ว ก็พลาดไม่ได้ที่จะขอโฆษณาพูดถึง iPad ก่อนเลยซะนิดนึง
โดยที่ทาง Steve Jobs ก็คุยว่า เมื่อเสาร์ที่ผ่านมา iPad นั้นก็เริ่มถูกส่งไปถึงคนสั่งซื้อแล้ว ซึ่งวันเสาร์นั้นแค่วันเดียว ก็ขายไอแพดได้แล้วกว่า 300,000 เครื่อง แล้วจนถึงวันนี้ Apple ก็ขายไอแพดได้แล้วทั้งหมดกว่า 450,000 เครื่อง!

แล้วก็พูดถึงเว็บไซต์ขายของออนไลน์ชื่อดังอย่าง Best Buy ไว้ด้วยว่า ตอนนี้เครื่อง iPad นั้นของหมดไปจากสต๊อคของ Best Buy แล้ว
แล้วก็พูดถึง iBooks ซึ่งเป็นโปรแกรมไว้อ่านหนังสือออนไลน์สำหรับ iPad ก็มีคนเข้าไปโหลดหนังสือมาอ่านกันแล้วกว่า 250,000 ครั้ง ซึ่งจนถึงวันงานนี้ มีการดาวน์โหลดหนังสือออนไลน์ไปทั้งหมดกว่า 600,000 ครั้งแล้ว!

โดยที่ในวันแรกนั้นก็มีคนเข้าไปดาวน์โหลดพวกโปรแกรมที่รันบน iPad กันมากกว่า 1 ล้านครั้งแล้ว ซึ่งยอดจนถึงวันงานนี้ ก็พุ่งไปที่ 3.5 ล้านดาวน์โหลด!

พูดถึง App Store บ้าง Steve Jobs ก็บอกว่ามีคนเข้าไปดาวน์โหลดแอปฯ ต่างๆ รวมกันแล้วทั้งหมดกว่า 4 พันล้านครั้ง โดยที่มีมากกว่า 185,000 แอปฯ บน App Store ซึ่งมีประมาณ 3,500 ตัวที่เป็นแอปฯ สำหรับ iPad



มีการโชว์ถึงหน้าจอแอปฯ ตัวอย่างที่รันบน iPad ด้วย เช่น Netflix ซึ่งเป็นแอปฯ สำหรับดูหนังออนไลน์ได้
Apple ได้รับถ้วยรางวัล JD Power Award มาแล้วถึง 3 ปีซ้อน คือในปี 2008, 2009 และ 2010

ในตลาดของคนที่ใช้อินเตอร์เนตโดยผ่านทางมือถือที่อเมริกานั้น มี่กว่า 64% ที่เป็นคนใช้งานผ่านทาง iPhone

ยอดขายเครื่อง iPhone นั้น ถึงตอนนี้ขายได้แล้วกว่า 50 ล้านเครื่อง ซึ่งถ้าหากว่ารวมเครื่อง iPod Touch เข้าไปด้วยแล้ว จะรวมเป็นทั้งหมด 85 ล้านเครื่อง!


(ซึ่งที่เขียนมาทั้งหมดข้างต้นนี่ ยังไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับ iPhone OS 4 เลยนะครับเนี่ย 555)
ถึงตอนนี้ Steve Jobs ก็คงจะคุยถึงตัวเลขต่างๆ ที่สวยงามสำหรับบริษัท Apple เสร็จหมดแล้ว (สงสัยจะได้ยินผมบ่น) ทีนี้เค้าก็เลยเริ่มเข้าเรื่องพูดถึง iPhone OS 4 บ้างละ โดยที่เค้าบอกว่า iPhone OS 4 นั้นจะเริ่มปล่อยให้พวกเราเข้าไปดาวน์โหลดได้ประมาณหน้าร้อนปีนี้ ซึ่งน่าจะเป็นประมาณปลายๆ เดือนมิถุนายนนะครับผม


ส่วนนักพัฒนานั้น สามารถที่จะเข้าไปดาวน์โหลด iPhone SDK 4 Beta มาใช้พัฒนาได้แล้ววันนี้นะครับผมที่ iPhone Dev Center
iPhone OS 4 นี้จะมีคำสั่ง API ใหม่ๆ ออกมามากกว่า 1,500 ตัว ให้นักพัฒนาได้นำมาใช้กัน ซึ่งนั่นหมายความว่าในแอปฯ ใหม่ๆ ที่จะออกมานั้น ก็จะมีลูกเล่นต่างๆ เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างแน่นอนกันเลยทีเดียว คนใช้อย่างพวกเราก็ไม่ต้องทำไร แค่นั่งรอพวกเค้าทำเสร็จ แล้วก็มาดูกันว่ามีอะไรเจ๋งๆ ออกมาให้เราเล่นกันอีกบ้าง

ทีนี้ก็เริ่มเข้าถึงจุดไคลแมกซ์ของงานแล้วนะครับผม โดยที่มิสเตอร์ Steve Jobs ก็พูดถึงคำว่า 7 Tentpole Features ซึ่งคำว่า Tentpole นั้น แปลเป็นไทยก็น่าจะแปลว่าเสาเต๊นท์อ่ะครับ แต่ถ้าให้ผมแปลสำนวนของ Steve Jobs นั้น ผมว่ามันน่าจะหมายถึงสิ่งที่มันสำคัญมากๆ หรือว่าเป็นเหมือนกับรากฐานที่จะนำไปสู่สิ่งสำคัญใหม่ๆ ต่อไป

โดยที่สิ่งสำคัญ 7 อย่างนี้ก็จะมี
#1 Multitasking
ซึ่งฟีเจอร์นี้ถือว่าเป็นพระเอกของงานนี้ก็ได้เลยนะครับผม โดยที่ในฟีเจอร์นี้จะทำให้เราสามารถที่จะเปิดแอปฯ ต่างๆ บนไอโฟนได้หลายๆ ตัวในคราวเดียวกัน เจ๋งมากๆ ครับ ซึ่งพอ Steve Jobs พูดมาถึงหัวข้อนี้ก็ได้แนะนำให้ Scott Forstall ได้เข้ามาโม้ เอ๊ยพูดต่อเลย (สงสัย Steve Jobs จะไม่ได้ทำการบ้านหัวข้อนี้มา 555)

โดยที่ Scott Forstall ก็ได้พูดว่า ทำยังไงที่เราสามารถที่จะใช้แอปฯ ต่างๆ บนไอโฟนได้หลายๆ ตัวในคราวเดียวกัน โดยที่แบตฯ นั้นจะไม่ต้องหมดเร็วตามไปด้วย อีกทั้งประสิทธิภาพก็ยังคงเดิมอยู่ ซึ่งวิธีการที่เค้าทำก็คือ แบ่งไอ้เจ้า Multitasking นี้ออกเป็นอีก 7 ตัวย่อยๆ ลงไปอีก ซึ่งนั่นก็คือ
1. Background Audio Streaming
โดยที่ยกเอาไอโฟนแอปฯ ที่มีชื่อว่า Pandora ซึ่งเป็นโปรแกรมเอาไว้ฟังเพลงออนไลน์ ซึ่งถ้าเป็นในตอนนี้เวลาที่เราไปเปิดใช้โปรแกรมอื่นๆ เช่นการเปิด Safari เข้าเนตเป็นต้น Pandora มันก็จะปิดตัวเองไป ทำให้เราไม่สามารถฟังเพลงบน Pandora ต่อไปได้

ซึ่งถึงตอนนี้ ก็มีมิสเตอร์ Tim Westergren เข้ามาสาธิตการใช้งานให้ดูเพิ่มขึ้นอีกคน ซึ่งขึ้นมาถึงก็โม้ให้ฟังเลยว่า นักพัฒนาของเค้านั้นใช้เวลาแค่วันเดียว ก็สามารถทำให้เราฟังเพลงบน Pandora ในขณะที่เราเปิด Safari ท่องเนตอยู่ได้
2. Voice Over IP
แล้วก็ยังมีมิสเตอร์ David Ponsford มาพูดถึงโปรแกรมไอโฟน Skype ด้วย คือเราจะยังสามารถที่จะรับสายคนที่โทรเข้ามาหาเราโดยผ่านทาง Skype ได้ ถ้าหากว่าเราเปิดการใช้งาน Skype ไว้ให้มันรันในแบบ Background หรือว่าในแบบซ่อนตัวเองเอาไว้นั่นเอง

3. Background Location
ฟีเจอร์นี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของทิศทาง โดยเฉพาะโปรแกรมพวก GPS ต่างๆ เช่น TomTom เป็นต้น แล้วก็พูดถึง Loopt ซึ่งเป็น Social Networking Services (ประมาณโปรแกรม Foursquare ที่เวลาเราไปที่ไหนแล้วก็ต้องไป Check-in กันนั่นแหละครับ) โดยที่จะนำ Cell-Based A-GPS มาเป็นตัวบอกตำแหน่งของเรา

4. Push Notifications
ฟีเจอร์นี้ก็ปล่อยออกมาเมื่อ 9 เดือนที่แล้ว ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งถึงวันนี้นั้นโปรแกรมต่างๆ มีการเรียกการใช้งาน Push Notification แล้วกว่า 10 พันล้านครั้ง

5. Local Notifications
ซึ่งจะนำเอาฟีเจอร์นี้มาใช้งานร่วมกันกับ Push Notifications ด้านบน
6. Task Completion
โดยยกตัวอย่างถึง Flickr คือระหว่างที่ทำการอัปโหลดรูปของเรานั้น เราไม่จำเป็นต้องรอให้มันอัพโหลดเสร็จ เราก็สามารถที่จะเปิดโปรแกรมตัวอื่นขึ้นมาได้เลยระหว่างที่กำลังรออัพโหลดรูปอยู่
7. Fast App Switching
ประมาณว่าเราสามารถที่จะเปลี่ยนไปใช้งานแอปฯ ต่างๆ ได้แบบรวดเร็ว ซึ่งก่อนที่เราปิดโปรแกรมนั้นเป็นยังไง เวลาเปิดกลับมาใหม่ ระบบก็จะไม่เสียเวลาประมวลผลใหม่อีกครั้ง

ถึงตอนนี้มิสเตอร์ Steve Jobs กลับมายึดเวทีอีกครั้ง แล้วก็พูดถึง เสาเต๊นท์ต้นที่ 2 ต่อเลย
#2 Folders
ซึ่งฟีเจอร์นี้คนที่ใช้เครื่องแหกคุกอยู่ ก็คงจะไม่ใช่ของใหม่อะไร คือว่าเราสามารถที่จะสร้างเป็นเหมือนกับแฟ้มที่เก็บแอปฯ ต่างๆ ที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน เช่น เกมส์ หรือว่าเครื่องมือช่วยต่างๆ เป็นต้น ให้อยู่ในที่เดียวกันได้ ซึ่งจะทำให้เราไม่มีไอคอนของโปรแกรมต่างๆ อยู่ในหลายๆ หน้าได้

ส่วนวิธีการสร้าง Folders นั้น ผมถือว่าทาง Apple สร้างได้ออกมาได้ฉลาดมากๆ เลยนะครับ คือเพียงแค่เราเอาไอคอนตัวนึงลากไปวางทับอีกตัวนึง มันก็จะสร้าง Folder ให้เราแล้วอ่ะครับผม ซึ่งเรายังสามารถที่จะเปลี่ยนชื่อ Folder นี้ได้ภายหลังอีกด้วย

#3 Mail
เสาต้นที่ 3 นี่จะเกี่ยวกับการใช้งานอีเมล์ของเรา โดยพูดถึงคำว่า “Unified Inbox” คือประมาณว่า ถ้าหากเรามีบัญชีอีเมล์หลายชื่อ ทุกอย่างมันก็จะถูกส่งมากองรวมกันให้อยู่ใน Inbox ของเราที่เดียวได้เลย


#4 iBooks
แล้ว Steve Jobs ก็พูดถึง iBooks ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแอปฯ ที่รันบน iPad แต่ว่า iPhone OS 4 นี้ก็สามารถทำให้ใช้งานได้บน iPhone กับ iPod Touch เหมือนกัน


#5 Enterprise
โดยพูดว่าตอนนี้พวกบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ (ที่ถูกจัดอันดับโดย Fortune ให้อยู่ในรายชื่อ 100 บริษัทชื่อดังของโลก) กว่า 80% นั้นก็มีการใช้งาน iPhone ซึ่งเรื่องที่สำคัญสำหรับบริษัทเหล่านี้ก็คือเรื่องของความปลอดภัย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการใช้งานอีเมล์ ซึ่งใน iPhone OS 4 นี้ก็จะมีระบบเข้ารหัสของอีเมล์ (Email Encryption) ที่ดีกว่าเดิม


โดยที่ในหัวข้อของ Enterprise นี้ ก็จะมีหัวข้อย่อยๆ อีก 5 อันคือ
- Mobile Device Management
- Wireless App Distribution
- Multiple Exchange Accounts
- Exchange Server 2010
- SSL VPN Support

#6 Game Center
ก็เป็นอย่างที่เรารู้ๆ กันอ่ะครับว่า เกมส์บนไอโฟนนั้นได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งในตอนนี้ที่ App Store นั้นมีเกมส์ให้เราเลือกเล่นกันมากกว่า 50,700 เกมส์เข้าไปแล้ว! ซึ่งถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Nintendo DS (4,321) หรือว่า Sony PSP (2,477) แล้วละก็ จะเห็นได้ว่า จำนวนเกมส์บนไอโฟนนั้น ทิ้งคู่แข่งไปแบบไม่เห็นฝุ่นกันเลยทีเดียว



แล้วก็พูดถึงสิ่งที่ผมเห็นว่าจะทำให้เกมส์ต่างๆ บนไอโฟนนั้น ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีก ซึ่งนั่นก็คือ Social Gaming Network ซึ่งจะทำให้เราสามารถที่จะมีส่วนร่วมกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ เช่นพูดคุย หรือว่าเล่นเกมส์แข่งกันผ่านทาง iPhone ของพวกเรา

#7 Mobile Advertising
เสาต้นสุดท้ายคือเรื่องของเงินๆ ทองๆ อ่ะครับผม ซึ่งนั่นก็คือเรื่องของโฆษณาหารายได้นั่นเอง โดยที่ทาง Steve Jobs ก็ยกตัวอย่างถึงพวกฟรีแอปฯ ต่างๆ ที่ให้เราไปดาวน์โหลดมาใช้กันในแบบฟรีๆ ซึ่งถ้ามองในแง่ของเรา ก็คือดีใช่มั๊ยครับ แต่ถ้าเรามองในมุมของนักพัฒนาล่ะ กว่าจะสร้างเกมส์ หรือว่าโปรแกรมอะไรเสร็จขึ้นมาซักตัวนึง มันก็ต้องใช้แรงกาย แรงใจ ถูกมั๊ยครับ ทาง Steve Jobs ก็เลยเห็นใจพวกนักพัฒนาเหล่านี้ ก็เลยสอนวิธีหาเงินให้กับนักพัฒนาเหล่านั้นเสียเลย

แล้วก็พูดแขวะไปทาง Google นิดนึงว่า ทุกวันนี้คนที่ใช้ไอโฟน ไม่ได้ใช้เอาไว้ค้นหาสิ่งต่างๆ แต่เป็นการใช้งานพวกแอปฯ ต่างๆ ที่เค้าลงเอาไว้ที่เครื่องของตัวเอง ซึ่งตอนนี้โฆษณาต่างๆ ที่นักพัฒนาเอาไปแปะไว้นั้น Steve Jobs มองว่ามันใช้ไม่ได้ ก็เลยคิดหาวิธีปรับปรุงรูปแบบของการโฆษณาใหม่

โดยที่เค้ายกเอาตัวเลขมาสนับสนุนให้เราคล้อยตามด้วยว่า โดยปกติแล้วเนี่ย พวกเราจะใช้งานไอโฟนเฉลี่ยแล้ววันนึงประมาณ 30 นาที ซึ่งถ้าหากสมมติว่า เราอยากจะโฆษณาทุกๆ 3 นาที นั่นเท่ากับว่าเราจะเห็นโฆษณาทั้งหมด 10 ครั้ง ในระหว่างที่เราใช้งานไอโฟนอยู่
แล้วนึกถึงว่าอีกหน่อยมีคนใช้ไอโฟนกว่า 1 ร้อยล้านเครื่องละ (ตอนนี้ขายได้กว่า 85 ล้านเครื่องละ รวมตัวเลขของ iPod Touch ด้วย) นั่นเท่ากับว่า จะมีคนเห็นโฆษณาชิ้นนั้นทั้งหมดรวมกันว่า 1 พันล้านครั้ง!!! เป็นตัวเลขที่เยอะมากๆ เลยนะครับนั่น

แต่ปัญหายังไม่ได้จบแค่นั้นนะครับ เค้ามองต่อไปอีกว่า โฆษณาทุกวันนี้มันดูเหมือนกับจะมีส่วนปฏิสัมพันธ์ (Interactive) กับคนที่เห็นโฆษณาชิ้นนั้นอยู่ แต่ที่ยังขาดไปอยู่อีกสิ่งนึงก็คือ ในเรื่องของอารมณ์ หรือที่เรียกว่า Emotion

ถึงตอนนี้เราภูมิใจนำเสนอ iAd ซึ่ง Steve Jobs บอกว่า iAd นี่จะทำงานเหมือนกับระบบปฏิบัติการ OS ตัวนึงเลยทีเดียว คือระบบมันจะแสดงโฆษณา ในระหว่างที่มีการใช้งานแอปฯ อยู่ ในรูปแบบที่ดูแล้วเหมือนกับไม่ใช่โฆษณาเลย พูดง่ายๆ ก็คือเป็นรูปแบบโฆษณาที่เนียนเข้ากับแอปฯ ได้ดีมากๆ นั่นเอง
โดยที่รายได้นั้น 60% จะเป็นของนักพัฒนา 40% จะเป็นของ Apple

แล้วก็ทำการยกตัวอย่างที่เป็นโฆษณาของ Toy Story 3 ที่แอบไปติดอยู่ในแอปฯ ตัวนึง ซึ่งแบบว่าถ้ามองไปเผินๆ ก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นโฆษณาเลยนะเนี่ย

แล้วก็ยังไม่วายแอบแขวะไปถึง Adobe ว่า ทุกอย่างที่เห็นนั้น ใช้เทคโนโลยีของ HTML 5 นะ ไม่ได้ใช้ Flash ของ Adobe เลยนะเฟ๊ย
สรุปแล้วก็คือ iAd = Interactivity + Emotion นั่นเอง
ก็เป็นอันจบข่าวสำหรับ “เสาเต๊นท์บิ๊กเบิ้มทั้ง 7 ของ iPhone OS 4″
Steve Jobs บอกเอาไว้ด้วยว่า 7 สิ่งที่พูดมาด้านบนของ iPhone OS 4 นี้ จะใช้ได้หมดทุกฟีเจอร์เลยในเครื่อง iPhone 3GS และ iPod Touch 3rd Gen

แต่สำหรับเครื่อง iPhone 3G และ iPod Touch 2nd Gen นั้น จะไม่สามารถใช้ฟีเจอร์ในเรื่องของ Multitasking ได้ เหตุผลก็คือประสิทธิภาพของเครื่องนั้นยังแรงไม่พอ
เสร็จแล้วก็เป็นช่วงถามตอบปัญหาต่างๆ ซึ่งผมขออนุญาติไม่พูดถึงละกันนะครับผม
เพื่อนๆ สามารถที่จะเข้าไปดูวีดีโอเต็มๆ ของงานนี้ได้ที่ Apple.com นะครับผม สวัสดีครับ.
Images via: engadget